บทความสุขภาพ
ข้อเข่าเสื่อมจำเป็นแค่ไหนต้องกายภาพ

ข้อเข่าเสื่อม จำเป็นแค่ไหนต้องทำกายภาพบำบัด แล้วเมื่อไหร่ควรพบหมอออร์โธปิดิกส์

กายภาพบำบัดอย่างเดียวพอไหม ต้องตรวจเลือดหรือฉีดยาด้วยหรือไม่ บทความนี้ช่วยให้คุณเห็นภาพรวมทางเลือกการรักษาข้อเข่าเสื่อม

ข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis) เป็นภาวะที่พบบ่อยมากในผู้ใหญ่ แต่หลายคนสับสนว่าควรเริ่มจากอะไร กายภาพบำบัดพอไหม หรือต้องไปพบหมอออร์โธปิดิกส์ ตรวจเลือด หรือฉีดยาเลย

สำหรับข้อเข่าเสื่อมส่วนใหญ่ กายภาพบำบัดคือการรักษาลำดับแรก ตาม guideline ทางการแพทย์สากล ไม่ใช่ตัวเลือกเสริมหรือรอทำหลังฉีดยา การฉีดยาและการผ่าตัดเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาเมื่อกายภาพบำบัดและการปรับพฤติกรรมไม่เพียงพอ หรือมีสัญญาณที่รุนแรงกว่านั้น

ทำไมกายภาพบำบัดถึงเป็นอันดับแรก

แนวทางเวชปฏิบัติของ American College of Rheumatology และ Arthritis Foundation แนะนำ การออกกำลังกายและการให้ความรู้ผู้ป่วย เป็นการรักษาลำดับแรกสำหรับข้อเข่าเสื่อมอย่างหนักแน่น (Strongly Recommended) มากกว่าการรักษาด้วยยาหรือการฉีดส่วนใหญ่[1]

การออกกำลังกายที่เหมาะสม (เสริมความแข็งแรงกล้ามเนื้อรอบเข่า, ยืดเหยียด, cardio แบบ low-impact) ช่วยลดปวด เพิ่มการทำงานของข้อ และช่วยชะลอการดำเนินของโรคได้ในระยะยาว

กายภาพบำบัดเพียงพอไหม สำหรับกรณีแบบไหน

กายภาพบำบัดเพียงพอ เมื่อ:

• ปวดระดับน้อย-ปานกลาง ยังเดิน/ขึ้นลงบันไดได้

• ไม่มีข้อบวมมากผิดปกติ ไม่มีข้อล็อกหรือข้อหลุด

• ไม่มีอาการทางระบบประสาทร่วม เช่น ชา อ่อนแรง

• ตอบสนองดีขึ้นภายใน 4–6 สัปดาห์แรกของการทำกายภาพบำบัดอย่างสม่ำเสมอ

เมื่อไหร่ควรปรึกษาหมอออร์โธปิดิกส์เพิ่มเติม

สัญญาณที่ควรพบหมอออร์โธปิดิกส์

• ข้อบวมมากผิดปกติ ร้อน หรือมีน้ำในข้อสะสมซ้ำๆ

• ข้อล็อกกะทันหัน ขยับไม่ได้เต็มช่วง หรือรู้สึกข้อจะทรุด/หลุด

• ขาโก่งผิดรูปชัดเจน หรือขาสองข้างยาวไม่เท่ากันจากการผิดรูปของข้อ

• ปวดรุนแรงตอนกลางคืน รบกวนการนอนต่อเนื่อง

• ทำกายภาพบำบัดอย่างเหมาะสมแล้ว 2–3 เดือน อาการไม่ดีขึ้นเลย หรือแย่ลง

• ข้อเข่าเสื่อมรุนแรงจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวันมาก (เดินไม่ได้ไกล ขึ้นลงบันไดไม่ได้)

ในกรณีเหล่านี้ หมอออร์โธปิดิกส์จะพิจารณาตรวจเพิ่มเติม เช่น X-ray หรือ MRI เพื่อประเมินความรุนแรง และอาจพิจารณาทางเลือกอื่น เช่น การฉีดยา หรือการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าในรายที่รุนแรงมาก

แล้วต้องตรวจเลือดไหม

ข้อเข่าเสื่อมทั่วไป (จากการใช้งาน/อายุ) ไม่จำเป็นต้องตรวจเลือด เพื่อวินิจฉัย เพราะเป็นภาวะเสื่อมของกระดูกอ่อน ไม่ใช่การอักเสบจากระบบภูมิคุ้มกัน

ควรตรวจเลือดเพิ่มเติม เมื่อสงสัย:

• ข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือโรคภูมิคุ้มกันอื่น (ข้อบวมหลายข้อสมมาตร ปวดตึงตอนเช้านานเกิน 1 ชั่วโมง)

• โรคเกาต์ (ข้อบวมแดงร้อนเฉียบพลัน มักเป็นที่ข้อโป้งเท้าหรือข้อเข่า)

• การติดเชื้อในข้อ (ข้อบวมร้อนรุนแรง ร่วมกับมีไข้)


การฉีดยา — แต่ละแบบเหมาะกับอะไร

ฉีดสเตียรอยด์ (Corticosteroid Injection)

ช่วยลดปวดและบวมได้เร็วในระยะสั้น (ไม่กี่สัปดาห์) เหมาะกับช่วงที่อาการปวดกำเริบรุนแรง แต่งานวิจัยแบบ RCT พบว่าการฉีดซ้ำต่อเนื่องทุก 3 เดือนเป็นเวลานาน สัมพันธ์กับการสูญเสียปริมาตรกระดูกอ่อนที่มากขึ้น โดยไม่ได้ลดอาการปวดมากกว่ากลุ่มควบคุม[2] จึงไม่ควรฉีดพร่ำเพรื่อหรือฉีดซ้ำถี่เกินไปโดยไม่มีข้อบ่งชี้ชัดเจน

ฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียม (Hyaluronic Acid / Viscosupplementation)

แนวทางเวชปฏิบัติ ACR/Arthritis Foundation ให้คำแนะนำแบบมีเงื่อนไขว่าไม่แนะนำให้ใช้ เนื่องจากหลักฐานประโยชน์ทางคลินิกยังไม่ชัดเจนเพียงพอเมื่อเทียบกับความเสี่ยงและค่าใช้จ่าย[1]

PRP (Platelet-Rich Plasma)

เป็นวิธีที่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยเพิ่มเติม ผลลัพธ์ในงานวิจัยยังไม่สอดคล้องกันมากพอที่จะถือเป็นการรักษามาตรฐานในปัจจุบัน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรงหากสนใจตัวเลือกนี้

สรุปเร็วๆ: อาการแบบไหน ควรทำอะไรก่อน

อาการแนวทาง
ปวดน้อย-ปานกลาง ยังใช้งานได้กายภาพบำบัด
ปวดกำเริบรุนแรงเฉียบพลันกายภาพ + พิจารณาฉีดสเตียรอยด์ระยะสั้น
ข้อล็อก/บวมมาก/ผิดรูปชัดเจนพบหมอออร์โธปิดิกส์
ข้อบวมหลายข้อ มีไข้ ปวดเช้านานตรวจเลือด + พบแพทย์
ทำกายภาพ 2–3 เดือนไม่ดีขึ้นพบหมอออร์โธปิดิกส์เพื่อประเมินเพิ่ม

LantavaFix Physiotherapy Clinic เกาะลันตา

เราประเมินความรุนแรงของข้อเข่าเสื่อมและออกแบบโปรแกรมออกกำลังกายเฉพาะบุคคล พร้อมแจ้งตรงไปตรงมาหากพบสัญญาณที่ควรส่งต่อแพทย์ออร์โธปิดิกส์เพื่อประเมินเพิ่มเติม

แหล่งอ้างอิง

  1. [1] Kolasinski, S. L., Neogi, T., Hochberg, M. C., Oatis, C., Guyatt, G., Block, J., Callahan, L., Copenhaver, C., Dodge, C., Felson, D., Gellar, K., Harvey, W. F., Hawker, G., Herzig, E., Kwoh, C. K., Nelson, A. E., Samuels, J., Scanzello, C., White, D., ... Reston, J. (2020). 2019 American College of Rheumatology/Arthritis Foundation guideline for the management of osteoarthritis of the hand, hip, and knee. Arthritis Care & Research, 72(2), 149–162. https://doi.org/10.1002/acr.24131
  2. [2] McAlindon, T. E., LaValley, M. P., Harvey, W. F., Price, L. L., Driban, J. B., Zhang, M., & Ward, R. J. (2017). Effect of intra-articular triamcinolone vs saline on knee cartilage volume and pain in patients with knee osteoarthritis: A randomized clinical trial. JAMA, 317(19), 1967–1975. https://doi.org/10.1001/jama.2017.5283

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำวินิจฉัยทางการแพทย์ การเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมควรผ่านการประเมินโดยนักกายภาพบำบัดหรือแพทย์โดยตรง

ข้อมูลโดย

กภ.สุทธิดา ชูเลื่อน

กภ.สุทธิดา ชูเลื่อน

นักกายภาพบำบัด

อัปเดตเมื่อ:

กระดูก · กล้ามเนื้อวิเคราะห์การเคลื่อนไหว

แชร์บทความนี้

FacebookLINEX

บทความที่เกี่ยวข้อง